ความเคลื่อนไหวล่าสุด

การประชุมปฏิบัติการเตรียมการขยายผล การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริ ฯ

โพสต์29 ก.ย. 2560 23:08โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 30 ก.ย. 2560 01:44 ]

28 กันยายน 2560 ดร.สมเกียรติ ชอบผล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้านวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ สำนักพระราชวัง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมปฏิบัติการเตรียมการขยายผล แผนงานโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริ สมเด็ชพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ เลขาธิการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสุชาติ วงศ์สุวรรณ ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางมัณฑนา ศังขะกฤษณ์ ข้าราชการบำนาญ อดีตรองเลขาธิการ กพฐ. นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พระคุณเจ้าคณะผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ คณะผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนพี่เลี้ยง ร่วมการประชุม







ดาวน์โหลดเอกสารและภาพกิจกรรมได้ ที่นี่

การศึกษาพัฒนาการการจัดการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 – 2560: ข้อเสนอเชิงนโยบาย

โพสต์4 ก.ย. 2560 07:21โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 4 ก.ย. 2560 07:21 ]



บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

 

         การศึกษาพัฒนาการการจัดการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 – 2560: ข้อเสนอเชิงนโยบาย มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการการจัดการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2546 - 2560 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                   การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการการจัดการศึกษาพิเศษระหว่าง พ.ศ. 2546 - 2560 มีประเด็นในการวิจัย 5 ประเด็นหลัก คือ 1) ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2) ด้านการบริหารจัดการ 3) ด้านรูปแบบการจัดการศึกษา 4) ด้านคุณภาพการศึกษา และ 5) ด้านการช่วยเหลือสนับสนุน โดยมีแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย 2 แหล่ง คือ แหล่งข้อมูลเอกสาร และแหล่งข้อมูลบุคคล แหล่งข้อมูลเอกสาร ประกอบด้วยเอกสารเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ ได้แก่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องการจัดการศึกษาพิเศษ พระราชกำหนด กฎกระทรวง ระเบียบ แผนปฏิบัติการประจำปี รายงานผลการปฏิบัติงาน รายงานผลการจัดการศึกษาหนังสือราชการที่เกี่ยวข้อง และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาพิเศษ จำนวน 2 กลุ่ม คือ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสัมภาษณ์  จำนวน 7 คน และ 2) ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม รวมจำนวน 12 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบสัมภาษณ์ และ 3) เอกสารประกอบการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสังเคราะห์ข้อมูล (Content Synthesis)

รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน โดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โพสต์31 ส.ค. 2560 20:44โดยZASSWAT KHANTAPTHAI




รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน

โดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

The Model of Learning Management Promotion to Enhanced StudentsOpportunities and Qualities by Distance Learning Information Technology in Suksa Songkro (Special need education) school under Office of the Basic Education Commission


[1]สุภาภรณ์  กิตติรัชฎานนท์

 

บทคัดย่อ

 

รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน โดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ ศึกษาประสิทธิผลการใช้รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพของผู้เรียนโดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (DLIT) ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แหล่งข้อมูลได้มาจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 44 โรงเรียนประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 44 คน ครูผู้สอน จำนวน 440 คน และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2,865 คน ปีการศึกษา 2559 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์ จำนวน 5 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพผู้เรียนโดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ มี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล และ 5) เงื่อนไขสำคัญในการนำรูปแบบไปใช้ ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด ประสิทธิผลการใช้รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า พฤติกรรมการเรียนโดยใช้ DLIT ของผู้เรียนที่ในภาพรวมอยู่ในระดับดี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา ในภาพรวมทั้งระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 เปรียบเทียบปีการศึกษา 2558 เพิ่มขึ้น คุณภาพของผลการประเมินสมรรถนะของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม และผลการสะท้อนความรู้สึกของผู้เรียนต่อการเรียนโดยใช้ DLIT พบว่า ผู้เรียนมีความรู้สึกหลากหลายโดยส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ดีต่อการเรียน มีความพึงพอใจ และมีความสุขต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูจัดให้ผ่านสื่อ DLIT  ด้านความสามารถของครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อรูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านผลการรับฟังความคิดเห็นโดยผู้ใช้และผู้ทรงคุณวุฒิ หลังการใช้รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ในการนำไปขยายผล ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรกำหนดเป็นนโยบายให้สถานศึกษาได้ใช้ ช่องทางการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน โดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (www.dlit.ac.th) ในระดับสถานศึกษา ควรสร้างความตระหนักให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาได้เห็นความสำคัญ คุณค่า และประโยชน์ จากการนำกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน โดยใช้การเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้

 

คำสำคัญ : รูปแบบการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพของผู้เรียน : การจัดการเรียนรู้ทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ, โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์

 

The Model of Learning Management Promotion to Enhanced StudentsOpportunities and Qualities by Distance Learning Information Technology in Suksa Songkro (Special need education) school under Office of the Basic Education Commission

Abstract

The Model of Learning Management Promotion to Enhanced StudentsOpportunities and Qualities by Distance Learning Information Technology in Suksa Songkro (Special need education) school under the Office of the Basic Education Commission.    The objective is to develop and study the efficiency of the model and the effectiveness of using the model with the policy advocacy to promote learning management to create opportunities and qualities of learners through the use of distance learning information technology (DLIT) of the Suksa Songkro (Special need education) School under the Office of the Basic Education Commission. The information is collected from 44 Suksa Songkro (Special need education) School included 44 school administrators, 440 teachers and 2,865 students of the third and the sixth grade of the academic year 2556 by using the random sampling method. The data were collected through 5 forms of the questionnaires, assessment forms and interview forms. The mean, standard deviation and content analysis were employed to analyze the collected data.

The results of the research reveal that the model of learning management promotion to enhanced studentsopportunities and qualities by DLIT in Suksa Songkro (Special need education) school has five components; 1) principles 2) objectives 3) the promotion of learning management 4) measurement and evaluation and 5) success factors.

  The results showed that the overall of the model was very appropriate. The results of model feasibility and utility assessment were found that was at the highest level. The effectiveness of using the learning management promotion model showed that the learning behaviors of the learners using the DLIT were at a good level. Academic achievement based on school curriculum of the third and the sixth grade of the academic year 2559 was increased when compared to the academic year 2558. The quality of the competency and performance assessment of students in the core curriculum of basic education was at an excellent level. The learner's reflection on learning experiences using the DLIT found that the learners have a variety of impression but most of which are in a good direction for learning, satisfied and happy with the learning activities that teachers provided through DLIT. The teachers' ability in learning management was at a high level. The teachersopinions toward the learning management promotion model were at a high level. After using the model, the expertsand usersfeedback was suitable, feasible and useful to dissemination.

The policy recommendations for Office of the Basic Education Commission were creating a policy for the school to use the learning channel to increase the opportunities and qualities of learners by using distance learning information technology (www.dlit.ac.th) at the school level. It was necessary to raise awareness for all stakeholders involved in educational management to see the importance, value and utility of implementing learning processes to increase the opportunities and qualities of learners by using distance learning information technology

Keywords : The Model of Learning Management Promotion to Enhanced StudentsOpportunities and Qualities by Distance Learning Information Technology


[1] กศ.ด, ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

โพสต์25 ก.ค. 2560 21:28โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 25 ก.ค. 2560 21:35 ]




พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร


แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ

โพสต์8 มี.ค. 2560 23:04โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ได้กำหนดกรอบวงเงินให้ครูรายบุคคล เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นของครูรายบุคคล คนละ 10,000 บาท ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร 

แต่หลักสูตรนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่ สพฐ. ตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ 

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาครูประจำการ และประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ ขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงแนวทางการนำเสนอโครงการได้ ในวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 เวลา 13.00 น. ณ โรงแรมในกรุงเทพมหานคร (จะแจ้งภายหลัง) ทั้งนี้ หนังสือแจ้งเป็นทางการจะประชาสัมพันธ์ไว้ที่เว็บไซต์ สพค. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดที่ สพค. 
โทร. 0 2288 5634
หรือ  0 2288 5635

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดจะเข้าร่วมรับฟังการประชุมชี้แจงครั้งนี้ โปรดแจ้งชื่อและรายละเอียดของผู้ที่จะเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง ลงในแบบฟอร์มนี้ 

https://goo.gl/6lp5j8

งานวิจัยการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง ทางการเรียนรู้

โพสต์10 ม.ค. 2560 21:26โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 10 ม.ค. 2560 21:34 ]


ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง
ทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย : สุภาภรณ์ กิตติรัชฎานนท์
ปี : 2559
หน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คำสำคัญ : การเสริมสร้างศักยภาพสมอง , นักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้



บทคัดย่อ 



การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความต้องการ และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การดำเนินการวิจัยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาความต้องการ และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสานวิธีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ และนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในปี พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบตรวจสอบรูปแบบ แบบประเมินทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะคณิตศาสตร์ (Arithmetic) แบบประเมินตนเอง และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean :) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) และค่าสถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป







ผลการวิจัย พบว่า

1. ความต้องการในการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า มีความต้องการในการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง ทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ควรให้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ และแนวทางการดำเนินงานให้ชัดเจนทั้ง 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง 2) ด้านการบริหารจัดการสื่อและหนังสือแบบเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ 3) ด้านการพัฒนาสมองส่วนการบริหารจัดการ (Executive Function: EF) 4) ด้านการจัดกิจกรรมฝึกทักษะการสร้างเสริมศักยภาพสมอง และ 5) ด้านการจัดการอาหารกลางวันและอาหารเสริมสมอง

2. รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ ดังนี้

2.1 องค์ประกอบที่ 1 กระบวนการเรียนรู้ (Leaning Process)

2.2 องค์ประกอบที่ 2 บทเรียนกระตุ้นสมอง (Brain Move Lesson)

2.3 องค์ประกอบที่ 3 สื่อและหนังสือแบบเรียน (Book and Learning Recourses)

2.4 องค์ประกอบที่ 4 กิจกรรมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการของสมอง (Boost Executive Function: Boost EF Program)

2.5 องค์ประกอบที่ 5 เมนูอาหารสมอง (Brain Food Menu)

องค์ประกอบย่อยของแต่ละองค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ชื่อองค์ประกอบ 2) ความหมาย 3) วัตถุประสงค์ 4) การดำเนินงาน 5) สื่อ อุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ และ 6) การวัดและประเมินผล

3. การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านความเหมาะสมในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และทุกองค์ประกอบ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมอง ของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และทุกองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

4. การทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า นักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 มีผลการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะคณิตศาสตร์ (Arithmetic) หลังการทดลองใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลจากการประเมินตนเองของครูผู้สอน พบว่า สามารถปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนดไว้ อยู่ในระดับมาก

5. การประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่ามีความเหมาะสม และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก
Title Development of a Model for Brain Potential Enhancement of Students with Learning Disabilities from the Schools under the Office of the Basic Education Commission


Author Supaporn Kittiratchadanon

Year 2016

Keyword Brain potential enhancement, students with learning disabilities



ABSTRACT



This research aimed to 1) study the needs and guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission, 2) to create and develop a model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission, 3) to test the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission and 4) to assess the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission.

The research process consisted of 4 phases which included Phase I: investigating needs and guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; Phase II: creating and developing a model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; Phase III: testing the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; and Phase IV: assessing the outcome of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission. The data was collected from administrators, teachers and students from the schools under the Office of the Basic Education Commission in 2016 by using the integration of quantitative and qualitative data. The research tools were questionnaire, interview, focus group discussion, model investigation form, reading, writing and arithmetic assessments form, self-assessment form, and model assessment form. The content analysis was used to analyze qualitative data while percentage, mean, standard deviation and dependent sample t-test were used to analyze the quantitative data.





The results were as follows:

1. The overall needs of brain potential enhancement for the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission were at the high level. Relatedly, the average of needs in each aspect was rated at the high level. The guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission should define the explicit objectives, contents and operational approaches in 5 aspects namely; 1) learning management for brain enhancement, 2) book and learning resource management for learning potential enhancement, 3) executive brain function enhancement, 4) activities for brain potential enhancement and 5) management of lunch and food to boost brain power.

2. There were 5 important elements of model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission as follows:

2.1 Leaning Process;

2.2 Brain Move Lesson;

2.3 Book and Learning Recourses;

2.4 Boost Executive Function: Boost EF Program; and

2.5 Brain Food Menu.

There were also 6 sub-elements included 1) name of element, 2) meaning, 3) objective, 4) operation, 5) media, equipment and learning resources, and 6) measure and assessment.

3. The overall appropriateness and possibility of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission were rated at the high level. It also found the high level in each element of appropriateness and possibility of the model.

4. The reading, writing and arithmetic skills of the primary school students, grade 1-3, were increased significantly (p<0.05) after participating in the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission. The self- assessment by teachers also found that the students’ ability to perform task was at the high level.

5. The assessment of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission indicated the high level of appropriateness and usefulness.

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

โพสต์19 ธ.ค. 2559 00:58โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2560 01:08 ]




บทคัดย่อ

  การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ใช้การประชุมรับฟังความคิดเห็น จากผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร จำนวน 50 คน ศึกษาสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จำนวน 8 โรงเรียน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน แหล่งข้อมูลทั้งหมดได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ใช้การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เพื่อยกร่างรูปแบบฯ และตรวจสอบร่างรูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร จำนวน 15 คนพร้อมทั้งตรวจสอบความเป็นไปได้และความเหมาะสมของรูปแบบฯ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย(Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยดำเนินการทดลองใช้กับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร ที่สมัครใจเข้าร่วมทดลองใช้รูปแบบฯ จำนวน159 แห่ง และดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 25562558 และเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานทุกปีการศึกษาใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ด้านโอกาสทางการศึกษา 2) ด้านคุณภาพทางการศึกษาและ 3) ด้านประสิทธิภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ และเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างปีการศึกษาโดยพิจารณาจากค่าพัฒนาการในแต่ละปีการศึกษา ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ (Public hearing) ผู้บริหารและครูผู้สอนจากโรงเรียนที่ร่วมทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 318 คน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและประเมินความพึงพอใจในด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบฯ ไปใช้ ด้านกระบวนการนำรูปแบบฯ ไปใช้และด้านผลที่ได้รับจากการนำรูปแบบฯ ไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

              ผลการวิจัย  พบว่า  รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านบริบท 2) ด้านประชากรวัยเรียน 3) ด้านบุคลากร 4) ด้านแนวทางการจัดการศึกษา และ5) ด้านผลผลิต โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่ารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อนำรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ไปทดลองใช้ พบว่า ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา ด้านคุณภาพทางการศึกษา และด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีผลการพัฒนาดีขึ้นในทุกด้าน และทุกรายการในแต่ละด้านมีผลการพัฒนาดีขึ้นตลอดระยะเวลาที่ทดลองการใช้รูปแบบตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 ถึงปีการศึกษา 2558 ส่วนผลการประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบฯ ไปใช้ ด้านกระบวนการนำรูปแบบฯ ไปใช้ และด้านผลที่ได้รับจากการนำรูปแบบฯ ไปใช้ พบว่า ผู้ใช้รูปแบบฯ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก

 

 

การประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (2016 OBEC SOUTHERN BORDER EDUCATION SEMINAR : Educational Quality Development in 21st Century)

โพสต์6 ก.พ. 2559 21:04โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 7 ก.พ. 2559 00:10 ]



การประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้  
2016 OBEC SOUTHERN BORDER EDUCATION SEMINAR : Educational Quality Development in  21st Century

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มรภ.ราชภัฏยะลา 

ดาวน์โหลดไฟล์ผังการจัดนิทรรศการ และ โลโก้งานได้ที่ลิงค์ด้านล่าง 

ตะลึง!!! สพฐ.พลิกรูปแบบการศึกษา!! และนี่คือเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้...

โพสต์16 มิ.ย. 2558 08:11โดยZasswat Khantapthai   [ อัปเดต 16 มิ.ย. 2558 20:54 ]

 สพฐ.พลิกรูปแบบการศึกษา! นำห้องเรียนโรงเรียนชั้นนำส่งตรงถึงผู้เรียนทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพด้วยทุกอุปกรณ์ที่มี ลดช่องว่าง ขจัดความเหลื่อมล้ำ!!!

DLIT คือเครื่องมือที่มีเนื้อหาและเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาฯ การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม การสอบที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืน 

ในด้านเนื้อหา DLIT มีเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการและการใช้งานในชีวิตของครูและนักเรียนทุกคน 


ในด้านเทคโนโลยี DLIT มีเทคโนโลยียุคใหม่ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย 


DLIT เป็นสื่อที่เปิดสำหรับทุกคน (Open Resources) ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เข้าถึง DLIT ได้ทุกที่
ทุกเวลา และบนเครื่องมือทุกชนิด ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และนำไปใช้ประกอบการสอนนักเรียนได้ ยกเว้นคลังข้อสอบที่อนุญาตเฉพาะกลุ่ม และเทคโนโลยีบางประเภทที่สนับสนุนเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา 


DLIT มีเป้าหมายเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ครูมีเครื่องมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง

www.dlit.ac.th 

DLThailand ร่วมมือทางวิชาการกับ National Geographic

โพสต์8 มิ.ย. 2558 22:08โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



วันที่ 9 มิถุนายน 2558 โครงการ DLThailand นำโดย นายอนุสรณ์ฟูเจริญ รองเลขาธิการกพฐ. ได้ประชุมร่วมกับ academic partner รายใหม่ นั่นคือโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่ชื่อ ELTech ของ National Geographic ที่เข้ามาร่วมให้การสนับสนุนโครงการ DLIT และ TEPE ของ สพฐ. หากบรรลุข้อตกลง ในอนาคตนอกจาก สพฐ. จะมี Online English Courseware ดี ๆ แล้ว สพฐ.จะสามารถใช้ข้อมูลเนื้อหา รูปภาพ ตลอดจนสารคดีต่าง ๆ ของ National Geographic ในแบบเรียนและสื่อต่าง ๆ ได้  ห้องประชุม DOC | สพฐ. 5 ชั้น 9 สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ

1-10 of 17