ความเคลื่อนไหวล่าสุด

พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

โพสต์25 ก.ค. 2560 21:28โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 25 ก.ค. 2560 21:35 ]




พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร


แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ

โพสต์8 มี.ค. 2560 23:04โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ได้กำหนดกรอบวงเงินให้ครูรายบุคคล เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นของครูรายบุคคล คนละ 10,000 บาท ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร 

แต่หลักสูตรนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่ สพฐ. ตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ 

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาครูประจำการ และประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ ขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงแนวทางการนำเสนอโครงการได้ ในวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 เวลา 13.00 น. ณ โรงแรมในกรุงเทพมหานคร (จะแจ้งภายหลัง) ทั้งนี้ หนังสือแจ้งเป็นทางการจะประชาสัมพันธ์ไว้ที่เว็บไซต์ สพค. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดที่ สพค. 
โทร. 0 2288 5634
หรือ  0 2288 5635

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดจะเข้าร่วมรับฟังการประชุมชี้แจงครั้งนี้ โปรดแจ้งชื่อและรายละเอียดของผู้ที่จะเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง ลงในแบบฟอร์มนี้ 

https://goo.gl/6lp5j8

งานวิจัยการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง ทางการเรียนรู้

โพสต์10 ม.ค. 2560 21:26โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 10 ม.ค. 2560 21:34 ]


ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง
ทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย : สุภาภรณ์ กิตติรัชฎานนท์
ปี : 2559
หน่วยงาน : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คำสำคัญ : การเสริมสร้างศักยภาพสมอง , นักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้



บทคัดย่อ 



การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความต้องการ และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การดำเนินการวิจัยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาความต้องการ และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสานวิธีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ และนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในปี พ.ศ. 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบตรวจสอบรูปแบบ แบบประเมินทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะคณิตศาสตร์ (Arithmetic) แบบประเมินตนเอง และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean :) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) และค่าสถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป







ผลการวิจัย พบว่า

1. ความต้องการในการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า มีความต้องการในการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่อง ทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ควรให้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ และแนวทางการดำเนินงานให้ชัดเจนทั้ง 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง 2) ด้านการบริหารจัดการสื่อและหนังสือแบบเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ 3) ด้านการพัฒนาสมองส่วนการบริหารจัดการ (Executive Function: EF) 4) ด้านการจัดกิจกรรมฝึกทักษะการสร้างเสริมศักยภาพสมอง และ 5) ด้านการจัดการอาหารกลางวันและอาหารเสริมสมอง

2. รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ ดังนี้

2.1 องค์ประกอบที่ 1 กระบวนการเรียนรู้ (Leaning Process)

2.2 องค์ประกอบที่ 2 บทเรียนกระตุ้นสมอง (Brain Move Lesson)

2.3 องค์ประกอบที่ 3 สื่อและหนังสือแบบเรียน (Book and Learning Recourses)

2.4 องค์ประกอบที่ 4 กิจกรรมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการของสมอง (Boost Executive Function: Boost EF Program)

2.5 องค์ประกอบที่ 5 เมนูอาหารสมอง (Brain Food Menu)

องค์ประกอบย่อยของแต่ละองค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ชื่อองค์ประกอบ 2) ความหมาย 3) วัตถุประสงค์ 4) การดำเนินงาน 5) สื่อ อุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ และ 6) การวัดและประเมินผล

3. การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านความเหมาะสมในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และทุกองค์ประกอบ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมอง ของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และทุกองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก

4. การทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า นักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 มีผลการเรียนรู้ด้านทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการเขียน (Writing) และทักษะคณิตศาสตร์ (Arithmetic) หลังการทดลองใช้รูปแบบ สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลจากการประเมินตนเองของครูผู้สอน พบว่า สามารถปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนดไว้ อยู่ในระดับมาก

5. การประเมินรูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพสมองของนักเรียนที่มีแนวโน้มบกพร่องทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่ามีความเหมาะสม และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก
Title Development of a Model for Brain Potential Enhancement of Students with Learning Disabilities from the Schools under the Office of the Basic Education Commission


Author Supaporn Kittiratchadanon

Year 2016

Keyword Brain potential enhancement, students with learning disabilities



ABSTRACT



This research aimed to 1) study the needs and guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission, 2) to create and develop a model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission, 3) to test the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission and 4) to assess the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission.

The research process consisted of 4 phases which included Phase I: investigating needs and guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; Phase II: creating and developing a model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; Phase III: testing the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission; and Phase IV: assessing the outcome of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission. The data was collected from administrators, teachers and students from the schools under the Office of the Basic Education Commission in 2016 by using the integration of quantitative and qualitative data. The research tools were questionnaire, interview, focus group discussion, model investigation form, reading, writing and arithmetic assessments form, self-assessment form, and model assessment form. The content analysis was used to analyze qualitative data while percentage, mean, standard deviation and dependent sample t-test were used to analyze the quantitative data.





The results were as follows:

1. The overall needs of brain potential enhancement for the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission were at the high level. Relatedly, the average of needs in each aspect was rated at the high level. The guideline for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission should define the explicit objectives, contents and operational approaches in 5 aspects namely; 1) learning management for brain enhancement, 2) book and learning resource management for learning potential enhancement, 3) executive brain function enhancement, 4) activities for brain potential enhancement and 5) management of lunch and food to boost brain power.

2. There were 5 important elements of model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission as follows:

2.1 Leaning Process;

2.2 Brain Move Lesson;

2.3 Book and Learning Recourses;

2.4 Boost Executive Function: Boost EF Program; and

2.5 Brain Food Menu.

There were also 6 sub-elements included 1) name of element, 2) meaning, 3) objective, 4) operation, 5) media, equipment and learning resources, and 6) measure and assessment.

3. The overall appropriateness and possibility of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission were rated at the high level. It also found the high level in each element of appropriateness and possibility of the model.

4. The reading, writing and arithmetic skills of the primary school students, grade 1-3, were increased significantly (p<0.05) after participating in the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission. The self- assessment by teachers also found that the students’ ability to perform task was at the high level.

5. The assessment of the model for brain potential enhancement of the students with learning disabilities from the schools under the Office of the Basic Education Commission indicated the high level of appropriateness and usefulness.

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

โพสต์19 ธ.ค. 2559 00:58โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 7 ม.ค. 2560 01:08 ]




บทคัดย่อ

  การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ใช้การประชุมรับฟังความคิดเห็น จากผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร จำนวน 50 คน ศึกษาสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) จำนวน 8 โรงเรียน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน แหล่งข้อมูลทั้งหมดได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ใช้การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เพื่อยกร่างรูปแบบฯ และตรวจสอบร่างรูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร จำนวน 15 คนพร้อมทั้งตรวจสอบความเป็นไปได้และความเหมาะสมของรูปแบบฯ โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย(Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยดำเนินการทดลองใช้กับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร ที่สมัครใจเข้าร่วมทดลองใช้รูปแบบฯ จำนวน159 แห่ง และดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 25562558 และเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานทุกปีการศึกษาใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ด้านโอกาสทางการศึกษา 2) ด้านคุณภาพทางการศึกษาและ 3) ด้านประสิทธิภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ และเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างปีการศึกษาโดยพิจารณาจากค่าพัฒนาการในแต่ละปีการศึกษา ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ (Public hearing) ผู้บริหารและครูผู้สอนจากโรงเรียนที่ร่วมทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 318 คน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและประเมินความพึงพอใจในด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบฯ ไปใช้ ด้านกระบวนการนำรูปแบบฯ ไปใช้และด้านผลที่ได้รับจากการนำรูปแบบฯ ไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

              ผลการวิจัย  พบว่า  รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านบริบท 2) ด้านประชากรวัยเรียน 3) ด้านบุคลากร 4) ด้านแนวทางการจัดการศึกษา และ5) ด้านผลผลิต โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่ารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อนำรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ไปทดลองใช้ พบว่า ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา ด้านคุณภาพทางการศึกษา และด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีผลการพัฒนาดีขึ้นในทุกด้าน และทุกรายการในแต่ละด้านมีผลการพัฒนาดีขึ้นตลอดระยะเวลาที่ทดลองการใช้รูปแบบตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 ถึงปีการศึกษา 2558 ส่วนผลการประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบฯ ไปใช้ ด้านกระบวนการนำรูปแบบฯ ไปใช้ และด้านผลที่ได้รับจากการนำรูปแบบฯ ไปใช้ พบว่า ผู้ใช้รูปแบบฯ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก

 

 

การประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (2016 OBEC SOUTHERN BORDER EDUCATION SEMINAR : Educational Quality Development in 21st Century)

โพสต์6 ก.พ. 2559 21:04โดยZASSWAT KHANTAPTHAI   [ อัปเดต 7 ก.พ. 2559 00:10 ]



การประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้  
2016 OBEC SOUTHERN BORDER EDUCATION SEMINAR : Educational Quality Development in  21st Century

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มรภ.ราชภัฏยะลา 

ดาวน์โหลดไฟล์ผังการจัดนิทรรศการ และ โลโก้งานได้ที่ลิงค์ด้านล่าง 

ตะลึง!!! สพฐ.พลิกรูปแบบการศึกษา!! และนี่คือเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้...

โพสต์16 มิ.ย. 2558 08:11โดยZasswat Khantapthai   [ อัปเดต 16 มิ.ย. 2558 20:54 ]

 สพฐ.พลิกรูปแบบการศึกษา! นำห้องเรียนโรงเรียนชั้นนำส่งตรงถึงผู้เรียนทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพด้วยทุกอุปกรณ์ที่มี ลดช่องว่าง ขจัดความเหลื่อมล้ำ!!!

DLIT คือเครื่องมือที่มีเนื้อหาและเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาฯ การจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติม การสอบที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืน 

ในด้านเนื้อหา DLIT มีเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการและการใช้งานในชีวิตของครูและนักเรียนทุกคน 


ในด้านเทคโนโลยี DLIT มีเทคโนโลยียุคใหม่ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย 


DLIT เป็นสื่อที่เปิดสำหรับทุกคน (Open Resources) ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป เข้าถึง DLIT ได้ทุกที่
ทุกเวลา และบนเครื่องมือทุกชนิด ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และนำไปใช้ประกอบการสอนนักเรียนได้ ยกเว้นคลังข้อสอบที่อนุญาตเฉพาะกลุ่ม และเทคโนโลยีบางประเภทที่สนับสนุนเฉพาะบุคลากรทางการศึกษา 


DLIT มีเป้าหมายเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ครูมีเครื่องมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง

www.dlit.ac.th 

DLThailand ร่วมมือทางวิชาการกับ National Geographic

โพสต์8 มิ.ย. 2558 22:08โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



วันที่ 9 มิถุนายน 2558 โครงการ DLThailand นำโดย นายอนุสรณ์ฟูเจริญ รองเลขาธิการกพฐ. ได้ประชุมร่วมกับ academic partner รายใหม่ นั่นคือโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่ชื่อ ELTech ของ National Geographic ที่เข้ามาร่วมให้การสนับสนุนโครงการ DLIT และ TEPE ของ สพฐ. หากบรรลุข้อตกลง ในอนาคตนอกจาก สพฐ. จะมี Online English Courseware ดี ๆ แล้ว สพฐ.จะสามารถใช้ข้อมูลเนื้อหา รูปภาพ ตลอดจนสารคดีต่าง ๆ ของ National Geographic ในแบบเรียนและสื่อต่าง ๆ ได้  ห้องประชุม DOC | สพฐ. 5 ชั้น 9 สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ

การประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล ครั้งที่ 4/2558

โพสต์31 พ.ค. 2558 19:38โดยZasswat Khantapthai


  •  เห็นชอบแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

 ที่ประชุมเห็นชอบแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการในเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ประกอบด้วยการทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น มีคุณลักษณะนิสัยที่สอดคล้องกับค่านิยมหลัก 12 ประการ และการเตรียมนักเรียนเพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 เรื่องที่จะดำเนินการได้ในระยะแรกในทันที 4 ด้าน คือ การดำเนินงานด้านหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการนิเทศ

 ด้านหลักสูตร ในระดับประถมศึกษาจะมีการกำหนดเวลาในการเรียนวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยให้สถานศึกษาสามารถปรับลดหรือเพิ่มเวลาเรียนได้ตามจุดเน้นของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษาที่มีจุดเน้นหรือปัญหาเรื่องการอ่าน สามารถเพิ่มชั่วโมงเรียนในวิชาภาษาไทย แต่จะต้องให้ได้จำนวนเวลาเรียนครบตามเวลาเรียนรวมของทั้งปีการศึกษาที่กำหนด

 ในระดับมัธยมศึกษาจะต่างกันเนื่องจากมีการนับเป็นหน่วยกิต ซึ่ง 1 หน่วยกิตเทียบเท่ากับ 40 ชั่วโมง หากนักเรียนเรียนวิชาที่มี 3 หน่วยกิต เท่ากับว่านักเรียนจะต้องเรียนวิชาดังกล่าวทั้งสิ้น 1,200 ชั่วโมง ในการปรับลดการจัดการเรียนการสอนจึงต้องดำเนินการในลักษณะการบูรณาการ เมื่อมีการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือแม้กระทั่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันก็จะทำให้เวลาเรียนลดลงได้ เมื่อจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการแล้วจะต้องมีแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหรือหน่วยบูรณาการซึ่งจะจัดทำเป็นตัวอย่างให้กับสถานศึกษา และมีการวางแผนการประเมินรายหน่วยการเรียนรู้/รายวิชาบูรณาการ

 ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แนวทางพัฒนาการทางสมอง (Brain-based Learning : BBL) มาใช้ เพื่อให้นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้ในหนึ่งปี โดยใช้จุดเน้นกุญแจ 5 ดอก ได้แก่ 1) สนามเด็กเล่น เพื่อให้นักเรียนได้เตรียมการก่อนเข้าชั้นเรียน เน้นการออกกำลังกายที่สนามเด็กเล่น ฝึกทักษะด้านสมองและสติปัญญาเพื่อเตรียมเข้าสู่ชั้นเรียน 2) ห้องเรียน ที่เน้นเรื่องสีสันของอุปกรณ์ต่างๆ มีมุมการอ่านในห้องเรียน มีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย 3) กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเน้นเรื่องการใช้กิจกรรมขยับกายขยายสมองทุกต้นชั่วโมง การกระตุ้นสมองทั้งสองซีก โดยใช้เพลง บทกลอน หรือกิจกรรมสนุกสนานเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านภาษาและคณิตศาสตร์ การกระตุ้นสมองสี่ส่วน โดยให้นักเรียนได้เห็นภาพ รับรู้ ได้ยินเสียง ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ 4) หนังสือเรียนและใบงาน เป็นการจัดให้มีหนังสือเรียนและหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และมีใบงานตามหลักของ BBL และ 5) สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ คือการจัดหาสื่อและเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการจัดการเรียนรู้ การจัดหากระดานเคลื่อนที่สำหรับห้องเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา การจัดทำบัตรภาพและบัตรคำเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน

 ส่วนสำคัญอีกส่วนคือ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อเสริมทักษะอาชีพ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที 1-6 (Career Orientation) เน้นการสร้างนิสัยการทำงานที่พึงประสงค์ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 (Career Exploration) ให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้ภาพของงานและฝึกทักษะอาชีพเบื้องต้น ค้นหาความต้องการของตนเองในการกำหนดอาชีพ และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 (Career Preparation) ให้นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพในอนาคตอย่างมีความหมาย และฝึกประสบการณ์ทางอาชีพ ทั้งนี้ ให้มีการประชาสัมพันธ์ปรับทัศนคติของผู้ปกครองและนักเรียนที่มีต่อการออกไปประกอบอาชีพด้วย

 ด้านการวัดและประเมินผล  มีการจัดทำ DLIT Assessment และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การจัดตั้งชมรมหรือเครือข่ายนักวัดและประเมินผลการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา การพัฒนาข้อสอบรายมาตรฐานและตัวชี้วัดในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ในทุกระดับชั้นเพื่อบรรจุเข้าคลังข้อสอบในระดับเขตพื้นที่การศึกษา การพัฒนาระบบจัดสอบแบบเครือข่ายออนไลน์ (Online Testing System : OTS) ที่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาสามารถเข้าถึงได้ การประยุกต์ใช้ระบบจัดสอบแบบเครือข่ายออนไลน์ในระดับเขตพื้นที่และสถานศึกษา มีทั้งการสอบออนไลน์ การสอบกึ่งออนไลน์ และการสอบด้วยกระดาษ

 ด้านการนิเทศ  มีการดำเนินงาน “การพลิกโฉมการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในหนึ่งปี” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการนิเทศเพื่อปลูกจิตสำนึกให้ผู้นิเทศ ผู้รับการนิเทศ มีแรงขับจากภายใน ฉุกคิดและนำไปสู่การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากเงื่อนไข ผ่านระบบปฏิบัติการ (Application) บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบแสดงผลทันที ปัจจุบันการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากศึกษานิเทศก์เป็นเอกสารกระดาษ ก่อนนำมาแปลงผลเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและล่าช้า

 ดังนั้น เพื่อลดการใช้กระดาษ เสริมประสิทธิภาพ และเพิ่มความรวดเร็วในการรวบรวม จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากงานรายงาน ลดปัญหาเอกสารสูญหาย หาไม่เจอ หรือต้องใช้เวลานานในการค้นหา จึงได้มีการพัฒนางานระบบแอพพลิเคชั่นศึกษานิเทศก์ (Supervision Application) โดยมีศึกษานิเทศก์ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ใช้งานระบบดังกล่าวผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่ มือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ทั้งขั้นตอนของการปฏิบัติงานการนิเทศการศึกษา การตรวจสอบ การติดตามผล และการสรุปผล วิเคราะห์ผล

 และในเดือนมิถุนายน 2558 จะมีการประชุมผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศเพื่อนำเรื่องการพลิกโฉมการนิเทศฯ ไปนำเสนอ เพื่อให้ทราบความเคลื่อนไหว และนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป




  •  เห็นชอบการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล

 ที่ประชุมเห็นชอบการจัดตั้ง "ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล" ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบที่มีฐานะเทียบเท่าสำนัก สังกัด สพฐ. เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งจะดำเนินการให้กับโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศตามโครงการขยายผลการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่

 โดยมีอำนาจหน้าที่ ในการวางแผนการดำเนินงานและกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (DLIT) วางแผนปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ การใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาและค้นคว้าหาความรู้ที่มีความสอดคล้อง เหมาะสมกับเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล รวมทั้งปรับวิธีการวัดผลและประเมินผลที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง นิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล และดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง วิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล รายงานผลการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลแก่ผู้เกี่ยวข้องและสาธารณะ ดำเนินงานตามภารกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล

 มีโครงสร้างการบริหาร แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มงาน ได้แก่ 1) กลุ่มงานบริหารทั่วไป 2) กลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 3) กลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล 5) กลุ่มงานนิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินการจัดการศึกษาทางไกล และ 6) กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาทางไกล

 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ปรับแก้ในส่วนที่ระบุให้ดำเนินการจัดตั้งเป็น “สถาบัน” พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายใน 3 ปี เปลี่ยนเป็น ให้ดำเนินการจัดตั้งเป็น “สำนัก” ขอปรับแก้เป็น “สำนัก” พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และตัดคำว่า “ภายใน 3 ปี” ออก เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานได้มากขึ้น


  •  รับทราบความคืบหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2556-2558

 ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2556-2557 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงบประมาณแล้ว และอยู่ระหว่างรอกรมบัญชีกลางเปลี่ยนแปลงรายการดังกล่าว โดยสำนักการคลังและสินทรัพย์จะสามารถดำเนินการโอนเงินให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณ DLIT (Distance Learning via Information Technology) และ DLTV (Distance Learning Television) ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน สำหรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2558

 ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารชี้แจงงบประมาณเพื่อนำเสนอ รมว.ศึกษาธิการ ก่อนนำเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ ยุทธวงศ์) ให้ความเห็นชอบและนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการต่อไป


  •  รับทราบผลการดำเนินงาน DLTV และ DLIT

 ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงาน การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และการศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ (DLIT) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการนำระบบดังกล่าวไปใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพ เช่น การประเมินและการรายงานผลออนไลน์ โดยบริษัท ฟีดแบค 180 จำกัด เป็นผู้จัดทำและให้ความอนุเคราะห์ในเรื่องการติดตาม การประเมินผล การประชุม การอบรม การขยายผลการศึกษาทางไกลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รวมทั้งการประเมินผลการดำเนินงานและการจัดงาน “รวมพลังพลิกโฉมโรงเรียนในหนึ่งปี” เรื่อง การอ่านออกเขียนได้

 ในส่วนของการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพศึกษาทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ทันวันเปิดภาคเรียนที่ 1 แต่เนื่องจากติดเรื่องงบประมาณทำให้ไม่มีความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ และอาจทำให้การดำเนินงานบางส่วนเกิดปัญหาได้ จึงต้องเลื่อนการเปิดตัวโครงการ คาดว่าประมาณเดือนมิถุนายนจะสามารถเปิดตัวโครงการได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอกรมบัญชีกลางอนุมัติงบประมาณที่เสนอขอเพิ่มเติม

 สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในการหาครูต้นแบบในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษคือ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นครูในสังกัด สพฐ. และเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมาเป็นครูต้นแบบในวิชาดังกล่าว ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ตอบรับมาเป็นครูต้นแบบให้แล้ว นอกจากนี้ได้มีความร่วมมือกับบริษัทที่มีชื่อเสียงทางด้านเทคโนโลยี ได้แก่ YouTube Google iTune U และ Microsoft สำหรับความร่วมมือด้านเนื้อหาและสื่อวีดิทัศน์ มีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ไทยพีบีเอส ที่ตอบรับแล้ว และในอนาคตคาดว่าจะมีความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงานด้วย

 นอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปคือการพัฒนาครู ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมดำเนินการในลักษณะให้เปล่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกัน คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม 2558 ครูระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศจะได้เข้ารับการอบรม โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ครูที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ และตัวครูเอง เพื่อเป็นผู้สร้างสื่อการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลาย และ 2) ครูที่ไม่มีความพร้อม ขาดเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ เพื่อจะได้เป็นผู้ใช้ระบบหรือเครื่องมืออย่างคุ้มค่า

พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ได้เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลเป็นอย่างดี มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายฝ่ายเลขานุการจัดทำสรุปผลการประชุมโดยย่อเพื่อนำเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการได้รับทราบถึงแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม อีกทั้งต้องการให้มีการประชาสัมพันธ์ให้สังคมและสาธารณชนได้รับทราบ โดยจะต้องมีความชัดเจนในห้วงเวลา การดำเนินงานด้านต่างๆ ที่เห็นผลได้ในเชิงปริมาณ อาจจัดทำในลักษณะรายงานผลประจำเดือน

 ในการนี้ ได้เน้นย้ำให้มีการติดตามการใช้งบประมาณ กวดขันการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่า “สุจริต โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้” และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือและช่วยกันในการดำเนินงานให้เต็มที่ เป็นไปตามแผนงานที่ตั้งไว้

ที่มา : http://www.moe.go.th/websm/2015/may/179.html
กุณฑิกา พัชรชานนท์
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
31/5/2558

สพฐ. จัดการการประชุมทางไกล "การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน"

โพสต์14 พ.ค. 2558 22:14โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 สพฐ.โดยศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทาไกล จัดการการประชุมทางไกล "การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน" ณ ห้องประชุม 9 อาคาร 3 ชั้น 8 บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ 


ข่าวดี! DLIT ลื่น!! ไฟเขียวบรอดแบนด์ 5พันโรงเรียน

โพสต์13 พ.ค. 2558 00:09โดยZASSWAT KHANTAPTHAI



เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ไปติดตั้งระบบบรอดแบนด์ในโรงเรียน 5,000 แห่ง วงเงิน 1,710 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในโครงการจัดการสอนทางอินเตอร์เน็ต ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ 15,000 โรงเรียน ซึ่ง 10,000 โรงเรียนมีระบบอินเตอร์เน็ตใช้อยู่แล้ว โดยจะคัดเลือกครูที่เก่ง ใน 5 วิชา ประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคม จำนวน 80 คน มาสอนบทเรียนที่ยากให้ครูและนักเรียนในพื้นที่ได้เรียนรู้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า คณะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานด้านต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตอล ได้มารายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพอใจในความคืบหน้าของงานและสั่งให้เดินหน้าต่อ ประกอบด้วย คณะทำงานด้านศูนย์ข้อมูลกลาง หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้ไปสำรวจข้อมูลของหน่วยงานราชการ 300 หน่วยงาน ขณะนี้ข้อมูลมาแล้ว 90 หน่วยงาน ที่เหลือจะส่งข้อมูลภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดย 90 หน่วยงานที่ให้ข้อมูลมา พบว่ามีศูนย์ข้อมูลรวม 143 แห่ง เป็นศูนย์ข้อมูลหลัก 115 แห่ง และศูนย์ข้อมูลสำรอง 28 แห่ง เฉพาะค่าบริหารจัดการข้อมูลของทั้ง 90 หน่วยงานแต่ละปีอยู่ที่วงเงิน 6,700 ล้านบาท ซึ่งตามนโยบายที่จะมีดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก โดยจะให้บริษัทเอกชนมาลงทุนทำดาต้าเซ็นเตอร์ โดยราชการจะเข้าไปใช้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจะให้บริษัทนำไปขายบริการให้ภาคเอกชน ขณะนี้มีบริษัทต่างประเทศ 5-6 ราย สนใจที่จะมาลงทุนแล้ว

 

ที่มา มติชน วันที่ 12 พฤษภาคม 2558

1-10 of 14